บทที่ 2 1/1

พุทธศักราช ๒๔๘๖

ทินกรทอประกายแสงเจิดจ้าสว่างไสว กระทบสายน้ำเจ้าพระยาที่คอยหล่อเลี้ยงทั่วทั้ง ‘พระนคร’ ทำให้บรรยากาศโดยรอบสว่างเรืองรอง ทั้งยังอบอุ่นเหลือที่จะคณานับ เพลานี้นับว่าย่างเข้าสู่เดือนห้าแล้ว แม้อากาศจะร้อนไปบ้าง หากแต่ผู้คนสองริมฝั่งถนนหลานหลวงก็ยังคงออกมาเดินจับจ่ายใช้สอยกันอย่างขวักไขว่

รถเต่าสไตล์ยุโรปคลาสสิกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านผู้คนเหล่านั้นจรดปลายถนนมาจนถึง วังวงศ์วริศธารา วังเดิมในสมัยราชการที่ ๕ เดิมทีวังนี้เป็นของหม่อมเจ้าฉัตรบดินทร์ พระโอรสในกรมหมื่นบวรเวรวัฒนาภัทร ต่อมาได้ยกให้บุตรชายที่เกิดจาก เจ้าจอมมารดาเปรมยุดา นั้นคือ หม่อมเจ้าภากร วงศ์วริศธาราและภริยาเพื่อเป็นสินสมรส

เมื่อทอดมองผ่านประตูรั้วมายังด้านในก็จะพบกับบ่อน้ำพุที่พวยพุ่งเอาละอองน้ำขึ้นมากระทบกับแสงแดดจ้าของเช้าวันใหม่ เมื่อพินิจให้ดีแล้วจะเห็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบฉบับนีโอ-คลาสสิกและโบซาร์สีไข่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่นับสิบไร่ที่บรรจงสร้างสรรค์อย่างวิจิตรงดงาม

เมื่อประตูรั้วเหล็กเปิดออก รถประจำตำแหน่งของ หม่อมราชวงศ์เพชรพรรณาราย วงศ์วริศธารา ก็เคลื่อนผ่านมาหยุดจอดอยู่หน้าวัง คุณชายเล็กหรือคุณชายเพชรค่อย ๆ ก้าวขาลงจากรถด้วยความองอาจ

นวลหน้าหล่อเหลาคมคายจรดกระเบียดนิ้ว ผินตามองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือก่อนจะขยับมันเล็กน้อย เข็มสั้นชี้ไปตรงเลขเจ็ดเช่นนี้คนในวังคงจะตื่นกันหมดแล้ว นิลกาฬ หนุ่มขยับแว่นตาทรงกลมที่สวมใส่เข้าที่ก่อนจะเดินเข้าประตูวังไป

“วันนี้มิออกไปโรงพยาบาลหรือชายเล็ก” เสียงหนึ่งทักขึ้นจากมุมหนึ่งก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินมาทางเขา

“พึ่งกลับมาครับพี่ชายใหญ่”

“พึ่งจะหายป่วยไข้ รู้จักพักผ่อนเสียบ้าง อีกอย่างน้ำมนต์ของแม่นมอรก็มิรู้ว่าจะช่วยได้สักกี่ครั้ง ประเดี๋ยวท่านพ่อทรงเรียกหาก็ไปพบท่านเสีย” คุณชายใหญ่หรือ หม่อมราชวงศ์ชลาธิศ วงศ์วริศธารา ประมุขแห่งวังคนต่อไปว่าออกมาแกมดุเล็กน้อย เพราะด้วยความเป็นห่วงน้องชายคนนี้ของตนนัก

“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงครับพี่ชายใหญ่” เพชรแย้มยิ้มออกมา

“ฉันมิได้เป็นห่วงเสียหน่อย” คุณชายใหญ่ว่าเสียงเข้มก่อนจะกระแอมกระไอแก้เขินเพราะรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของน้องชาย

แม้จะเป็นนิลกาฬเช่นเดียวกันแต่คุณชายใหญ่ก็เกิดจาก หม่อมเจ้าหญิงพรรณพษา ส่วนเขาเกิดจากหม่อมศศิกานต์ ซึ่งเป็นนางข้าหลวงในวังหลัง เพชรพรรณารายจึงให้ความเคารพแด่พี่ชายใหญ่คนนี้อยู่มากพอควร

“พี่ชายใหญ่ไม่มีสอนหรือครับวันนี้” เขาถามออกไปเพราะวันนี้พึ่งจะเป็นวันจันทร์ ซึ่งโดยปกติแล้วคนอย่างพี่ชายใหญ่จะไม่ไปสอนสายเป็นอันขาด

“อือ พี่จะไปรับชายฉัตรตอนบ่ายวันนี้ นายก็รีบไปพักผ่อนเถิด”

“ผมไปรับพี่ชายฉัตรด้วยได้หรือไม่ครับพี่ชายใหญ่”

“นายพึ่งหายป่วยออกไปตากแดดตากลม ประเดี๋ยวจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้วหม่อมพ่อจะทรงเอ็ดฉันเอาได้ ขึ้นไปพักผ่อนเสียเถิดประเดี๋ยวพี่ไปรับชายฉัตรที่สนามบินเอง”

ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าคุณชายเล็กเป็นแก้วตาดวงใจของวังนี้ขนาดไหน ถึงขนาดที่ว่ามารดาแท้ ๆ ของเขายังเคยลำเอียงเข้าข้างน้องชายคนนี้อยู่บ่อยครั้ง หากแต่ชลาธิศก็รู้ดีว่าที่บิดาและมารดาเป็นห่วงน้องชายคนนี้มากนักด้วยเหตุใด

คำทำนาย ชะตาชีวิตของเพชรพรรณารายกำลังมาถึงแล้วสิ

“ครับพี่ชายใหญ่” เพชรพรรณารายพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง เพราะเขาเองก็เริ่มจะเหนื่อยล้าเต็มทีเช่นกัน เมื่อคืนที่โรงพยายาลที่เขาประจำอยู่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นหลายเคสทำให้ศัลยแพทย์อย่างเขาต้องเข้าผ่าตัดเคสใหญ่ถึงสองเคสด้วยกัน รู้ตัวอีกที่ตะวันก็โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาเสียแล้ว นั้นแหละเขาถึงได้กลับมาวังพักผ่อน

สูทด้านนอกของผ้าเรยอนถูกพาดลงตรงปลายเตียงก่อนที่ร่างองอาจจะเดินหายเข้าห้องน้ำไป ผ่านไปราวสามสิบนาทีกลิ่นหอมสะอาดฟุ้งกระจายออกมา คลอเคลียกับกลิ่นดอกพุดน้ำบุษย์กลิ่นประจำตัวของนิลกาฬหนุ่ม

แต่เดิมทีโลกใบนี้แบ่งออกเป็นสามชนชั้นด้วยกัน นั้นคือ นิลกาฬ ผู้คนเหล่านี้จะอยู่ในชั้นปกครองหรือเจ้านายเป็นส่วนใหญ่ต่อมาคือ เพทาย ประชาชนโดยทั่วไปและสุดท้ายคือ โกเมน ชนชั้นที่ต่ำศักดิ์ที่สุดในสังคมยุคนี้ โดยคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเป็นเพียงข้ารับใช้ในบ้านหรือวังของเจ้านายผู้ใหญ่และมหาเศรษฐีเพื่อความสุขสบายของตนเองเท่านั้น จะมีเพียงน้อยคนที่จะมีกิจการงานเป็นของตนเอง ด้วยฐานะทางสังคมที่กดดันทำให้พวกเขาเหล่านั้นมักจะเลือกงานที่สบายเสียมากกว่า

อาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จสรรพ เพชรพรรณารายก็มาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้านวลละอองมองร่างองอาจของตนในกระจกบานใหญ่ หลังจากเหตุการณ์เช้าวันนั้นเขาก็ล้มป่วยอยู่ถึงสองวันด้วยกัน เรียกได้ว่าเพียงแค่ความฝันก็ทำให้เขาขวัญหนีดีฝ่อพอสมควร

เพชรนั่งตรงหน้ากระจกอยู่พักหนึ่ง จิตใจล่องลอยมิได้คิดจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้เสร็จสรรพ ณ ตอนนี้ เขาปล่อยให้เวลาผ่านไปอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงหยิบเอาหวีไม้หอมมาสางผม ทว่าอยู่ ๆ ก็เกิดลมเย็นวาบไหวขึ้นด้านหลังของเขา เพชรไม่คิดจะหันไปมองมันเลยสักนิดด้วยรู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี

ทว่าวิญญาณดวงนั้นกลับปรากฏร่างให้เขาเห็นผ่านกระจก เพชรเม้มริมฝีปากเล็กน้อยพลางผ่อนลมหายใจออกมา พยายามทำจิตใจให้เข้มแข็ง ด้วยว่าวิญญาณดวงนี้ปรากฏให้เห็นในสภาพที่พอจะดูได้ ไม่ได้มีใบหน้าเละเทะหรือดวงตาแดงก่ำจนน่ากลัว เพียงแค่มีผิวกายขาวซีดเท่านั้น เพชรรู้ว่าดวงวิญญาณที่เขาเห็นตอนนี้ไม่ใช่คุณรำพึงแต่เป็นใครเขาก็ไม่อาจทราบได้

หญิงสาวยืนมองเขาด้วยแววตาเรียบนิ่ง นิลกาฬหนุ่มจึงทำเป็นมิสนใจจากนั้นคว้าเอาเครื่องประทินโฉมมาแต่งแต้มริมฝีปากบางแล้วหยิบเอาน้ำหอมฝรั่งมาฉีดตรงชีพจรจาง ๆ จากนั้นเขาก็ลุกออกไปคว้าเสื้อเชิ้ตสีโอลีฟแขนสั้น พร้อมด้วยกางเกงสีงาช้างทำให้เวลาสวมใส่สง่างามเป็นอย่างยิ่ง

“เสด็จพ่อล่ะ” เอ่ยถามต่อสาวใช้ที่ยืนทำความสะอาดอยู่ตรงราวบันได

“ทรงประทับอยู่ห้องนั่งเล่นเจ้าค่ะ” ปิ่นมณี สาวรับใช้ภายในบ้านบอกกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม

“อือ” เพชรพรรณารายพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นของวังวงศ์วริศธารา เมื่อมาถึงก็เห็นว่าหม่อมเจ้าภากรผู้เป็นบิดานั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เขาจึงเข้าไปทักทาย

“ท่านพ่อครับเรียกผมมามีกระไรให้รับใช้หรือครับ”

“มาแล้วหรือชายเล็ก ดูพูดเข้าสิ พ่อหรือจะกล้าใช้ชายเล็กได้ ประเดี๋ยวท่านแม่ใหญ่ของเราก็จะเอ็ดพ่อเอาพอดี” ท่านชายภากรว่าออกมาท่าทีสบาย ๆ ก่อนที่มือหนาจะตบลงตรงโซฟาหลุยส์เบา ๆ เชื้อเชิญให้คุณชายเล็กแห่งวังมานั่งด้วยกัน

“หายดีแล้วหรือลูก” น้ำเสียงที่อ่อนโยนเปล่งออกมา

“หายดีแล้วครับ ขอบพระคุณคุณพ่อที่ทรงเป็นห่วง” เพชรยกมือไหว้ต่อผู้เป็นบิดาด้วยความเคารพ

“อือหายดีแล้วพ่อก็ดีใจ เวลาเห็นเราเจ็บป่วยพ่อไม่เคยสบายใจเลยสักครั้ง เกรงว่าอีกไม่นานคำทำนายจะเป็นจริงเข้าสักวัน หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมาจริง ๆ ใจของพ่อคงแตกสลาย”

คำทำนายที่ว่านั้นคือ หากมิผูกดวงชะตากับผู้มีบุญบารมีแลอาคมแข็งแกร่งก่อนอายุครบเบญจเพส จักต้องมอดม้วยแลลับสิ้น...ด้วยว่าเจ้ากรรมนายเวรนั้นมีแรงพยาบาทอันแรงกล้า เขาจะตามมาเอาชีวิตทุกชาติภพ 

“ลูกขอโทษครับท่านพ่อ” น้ำเสียงเศร้าสร้อยกล่าวออกมา

“มันไม่ใช่ความผิดของเราเสียหน่อยชายเล็ก มาให้พ่อดูหน่อยยังเจ็บป่วยตรงไหนอีกบ้าง” ว่าแล้วก็จับแขนลูกชายพลิกไปพลิกมาด้วยว่าห่วงใยบุตรชายคนนี้ของตนมากนัก

“ซูบผอมลงไปมากทีเดียว ขวัญเอยขวัญมานะชายเล็กของพ่อ” หม่อมเจ้าภากรลูบศีรษะของบุตรชายคนเล็กอย่างรักใคร่และปลอบขวัญ

“ขอบพระคุณครับท่านพ่อ”

“จริงสิวันนี้เรามีธุระจะไปไหนหรือเปล่า”

“ไม่มีครับ”

“ดีจริง พ่ออยากให้เราไปรับคนคนหนึ่งมาที่วังเราหน่อย”

“ใครหรือครับ” เพชรพรรณนารายถามออกมาอย่างใคร่รู้เพราะ

นาน ๆ ครั้งที่จะมีคนกล้ามาเหยียบวังแห่งนี้เพราะคำทำนายเหล่านั้นถึงดวงชะตาชีวิตของเขา

ผู้คนจึงกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่ดีกับตนเช่นกันจึงไม่กล้าที่จะมาคบค้าสมาคมกับคนในวังนี้มากนัก โดยเฉพาะตัวเขาเองที่เป็นถึงศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลใหญ่ในตัวพระนคร เรื่องนี้ทำให้การทำงานของเป็นศัลยแพทย์ของเขาต้องลำบากอยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว แต่ด้วยความรู้ความสามารถในวิชาชีพชั้นสูงนี้ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับต่อชาวบ้านในที่สุดแต่ก็ใช้เวลาอยู่นานนับปีเช่นเดียวกัน

“แขกคนสำคัญ ประเดี๋ยวพอไปถึงท่ารถลูกก็จะรู้เอง”

“ครับ”

“จริงสิ ทานอะไรมาหรือยัง พ่อจะได้ให้คนจัดโต๊ะให้” เมื่อคิดได้ว่าชายเพชรอาจจะยังไม่ได้ทานอะไรมาก็เอ่ยถามขึ้น

“ทานมาจากโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วครับ”

“อือ ไปพักผ่อนเถอะลูก เราพึ่งหายป่วยไปหมาด ๆ ทั้งยังไปทำงานจนกลับมาเช้าเช่นนี้คงเหนื่อยแล้วกระมัง พ่อนี่กระไรเรียกมาคุยเสียตั้งนาน”

“ลูกไม่เหนื่อยเลยครับท่านพ่อ” เพชรพรรณารายกล่าวด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้านวล

“ไปนอนพักผ่อนเถอะ ประเดี๋ยวตอนบ่ายหลังจากชายฉัตรกลับมาพ่อจะให้คนไปเรียกลงมา”

“ครับ แล้วเรื่องที่ท่านพ่อจะให้ผมไปรับคนคนหนึ่งมาวังเราด้วยล่ะครับ”

“เห็นว่าน่าจะมาถึงสักประมาณเย็น ๆ กระมัง”

“ทราบแล้วครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป